สารเคมี

รูปโรงงาน

ภัยจากสารเคมี

สารเคมีได้เข้ามามีความสำคัญต่อวงการอุตสาหกรรมและในชีวิตประจำวันของคนโดยทั่วไป โดยมีการใช้กันอย่างแพร่หลายและในปริมาณที่สูงมาก หากผู้ใช้ไม่มีความรู้ไม่ทราบพิษภัยของสารเคมี หรือ ใช้กันอย่างไม่ระมัดระวัง สารเคมีเหล่านั้น จะเข้าสู้ร่างกายผู้ใช้และผู้ที่อยู่รอบข้าง ซึ่งสามารถทำอันตรายต่อสุขภาพได้รุนแรงจนถึงขั้นเสีย ชีวิตได้

อาการเมื่อได้รับสารเคมีคือ

1. เกิดผดผื่นคัน
2. ระคายเคือง
3. ผิวหนังไหม้อักเสบ

4. ขาดอากาศ
5. หน้ามืด วิงเวียน
6. มะเร็ง

7. อัมพาต
8. ผลต่อทารกในครรภ์
9. เสียชีวิต

สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทางคือ

  • ทางปาก โดยการดื่มกินเข้าไปจากการปนเปื้อนมากับอาหารและน้ำดื่ม การใช้มือที่เปื้อนสารเคมีหยิบจับอาหารเข้าปาก หรือ การกินเข้าไปโดยตรงเช่น จากความตั้งใจ(การฆ่าตัวตาย) ความเข้าใจผิดหรือความประมาท
  • ทางผิวหนัง สารเคมีสามารถดูดซึมเข้าทางผิวหนังและจะดูดซึมได้ มากยิ่งขึ้นหากมีบาดแผลที่ผิวหนัง หรือเป็นโรคผิวหนังอยู่ก่อนแล้ว นอกจากนี้แล้วสารเคมียังทำอันตรายโดยตรงต่อผิวหนังจากการสัมผัส สารเคมีโดยตรงหรือ จากการเกิดอุบัติเหตุสารเคมีกรดอาการที่เกิดขึ้น เช่น ผื่น รอย ไหม้ บวมแดง ปวดแสบปวดร้อนบริเวณที่สัมผัสสารเคมีหากสารเคมีเข้าตาก็จะเกิดอาการอย่างรุนแรง
  • ทางการหายใจ เกิดจากการสูดดมหรือหายใจเอาสารเคมีในรูปของไอ ฝุ่นละออง ฟูม แก๊ส เข้าไปโดยตรงหรือการสูบบุหรี่ในที่ทำงาน ที่มีสารเคมี อาการที่เกิดจะเร็วมากเพราะเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็วและปริมาณที่สูง มากกว่าทางอื่น อาการเช่น หายใจไม่ออก แน่นหน้าอก เวียนศีรษะหน้ามืด

วิธีปฏิบัติตัวถ้าได้รับสารเคมีโดยการรับประทาน

วิธีปฏิบัติตัวถ้าได้รับสารเคมีโดยการรับประทาน
  1. ลดอัตราการดูดซึมและทำให้สารเคมีเจือจางลง โดยให้รีบดื่มนม หรือไข่ดิบ หรือดื่มน้ำเปล่าทันที และในกรณีที่ผู้ได้รับสารเคมีกำลังชักหรือสลบ อย่าให้ดื่มอะไรทั้งสิ้น
  2. ทำให้อาเจียน โดยใช้นิ้วแหย่แถวเพดานคอ หรือให้ดื่มน้ำเกลืออุ่นจัด ๆ (ผสมเกลือ 1ช้อนโต๊ะในน้ำ 1แก้ว) หรือทั้งดื่มและล้วงคอ เพื่อให้อาเจียนเอาสารพิษออกมาข้อควรระวังในการทำให้อาเจียน คือ อย่าพยายาม ทำให้อาเจียนถ้าผู้ได้รับสารเคมีมีอาการชักหรือสลบเพราะจะทำให้เศษอาหารทะลักเข้าไปในหลอดลมและ เกิดการอักเสบของปอดได้ ในกรณีที่ดื่มกรด ด่าง หรือน้ำยาฟีนอล (ยาดับกลิ่น) ถ้าดื่มกรดให้ดื่มน้ำปูนใส เพื่อช่วยทำให้เป็นกลางแล้วให้ดื่มนม เพื่อลดการระคายเคืองก่อน แล้วจึงทำให้อาเจียน ถ้าดื่มด่างให้ดื่มน้ำผลไม้ เช่น น้ำส้ม หรือน้ำผสมน้ำส้มสายชู เล็กน้อย แล้วดื่มนมหรือไข่ตีก่อนทำให้อาเจียน
  3. ให้ยาถ่าย เพื่อช่วยขับสารเป็นพิษออกจากลำไส้ ยาถ่ายที่เหมาะสมที่สุดได้แก่ โซเดียมซัลเฟต ดีเกลือ น้ำมันระหุ่ง ข้อควรระวังในการให้ยาถ่ายนั้น อย่าให้ในรายที่ดื่มสารที่มีฤทธิ์กัดกร่อน เช่น กรด หรือ ด่าง ถ้าจะให้ยาถ่ายในราย ดื่มกรด หรือด่างควรให้หลังจากที่ให้ดื่มนมหรือไข่ตี หรือสารที่จะไปทำให้กรดหรือด่าง เป็นกลางก่อน

วิธีปฏิบัติตัวถ้าได้รับสารเคมีบริเวณตา

วิธีปฏิบัติตัวถ้าได้รับสารเคมีบริเวณตา
  1. ให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดให้มากที่สุดทันที นานอย่างน้อย 15นาที โดยเปิดเปลือกตาขึ้นให้น้ำไหลผ่านตา
  2. ถ้าล้างน้ำแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นรีบนำส่งคนเจ็บไปโรงพยาบาลโดยเร็วและห้ามใช้สารเคมีแก้พิษใดๆ

วิธีปฏิบัติตัวถ้าได้รับสารเคมีบริเวณผิวหนัง

วิธีปฏิบัติตัวถ้าได้รับสารเคมีบริเวณผิวหนัง
  1. ถ้าสารเคมีนั้นทำปฏิกิริยากับน้ำหรือไม่ หากสารนั้นทำปฏิกิริยากับน้ำ เช่น กรดกำมะถันเข้มข้น ให้ใช้ผ้าสะอาดเช็ดออกจากผิวหนัง
  2. ให้รีบล้างออกด้วยน้ำทันที นานอย่างน้อย 15 นาที หลังจากนั้นควรอาบน้ำชำระล้างร่างกายให้สะอาด กรณีที่สารเคมีหกรดบริเวณที่มีเสื้อผ้าปกคลุม ให้รีบถอดเสื้อผ้า แล้วรีบล้างออกหรืออาบน้ำ

วิธีปฏิบัติตัวถ้าได้รับสารเคมีจากการสูดดม

วิธีปฏิบัติตัวถ้าได้รับสารเคมีจากการสูดดม
  1. ได้กลิ่นผิดปกติให้รีบออกจากบริเวณนั้นไปสูดอากาศในที่โล่ง
  2. ถ้าอยู่ภายในตัวอาคารเปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท เพื่อให้ความเข้มข้นของแก๊สเจือจางลง
  3. กระตุ้นการหายใจด้วยยาดมฉุนๆ

ตัวอย่างสารเคมี

  • Cd

    แคดเมียม Cadmium

    โรงงานอุตสาหกรรมได้ใช้แคดเมี่ยม ในการทำหม้อแบตเตอรี่อัลคาไลน์ โลหะผสมสีและพลาสติกตลอดจนใช้เป็น ยาฆ่าแมลง การหลอมโลหะ เช่น หลอมตะกั่ว ทองแดงและสังกะสี จะมีฝุ่นไอของแคดเมี่ยมฟุ้งกระจายในรูปของไอควัน เป็นอันตรายแก่คนงานใน โรงงานนั้นๆ ได้

    ชนิดของแคดเมี่ยม

    1. ชนิดเฉียบพลัน เกิดจากการหายใจเอาไอหรือฝุ่นของฝุ่นของแคดเมี่ยมที่มีอยู่ในบรรยากาศ เป็นจำนวนมากเข้าไป อาการที่ พบคือ เกิดความระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการไอ เจ็บหน้าอกเหงื่อออกและสั่นแคดเมี่ยมเมื่อเข้าสู่ร่างกายโดย การกิน ก็จะเกิดอาการคลื่นเหียนอาเจียน และท้องร่วง มีอาการเหมือนอาหารเป็นพิษ ดังนั้นจึงห้ามใช้แคดเมี่ยมฉาบกระป๋องอาหาร
    2. ชนิดเรื้อรัง เกิดจากการได้รับแคดเมี่ยมไม่ว่าจะเป็นการหายใจ กินหรือดูดซึมเข้าทางผิวหนังอยู่เป็นประจำ เมื่อแคดเมี่ยม เข้าสู่ระบบการไหลเวียนของโลหิตแล้วก็จะไปทำลายปอดทำให้ปอดบวมทำลายตับและไต แคดเมี่ยมส่วนหนึ่งจะไปเคลือบอยู่ตาม เหงือกและคอฟัน ซึ่งล้างไม่ออก อาการเรื้อรังของโรคแพ้พิษสารแคดเมี่ยม มีอาการเจ็บหัวเข่า และปวดตามกระดูกทั่วร่างกายมี ปัสสาวะสีขาวข้นเนื่องจากไตถูกทำลาย ปริมาณปัสสาวะและเลือดผู้ป่วยเปลี่ยนไป กระดูกจะเปราะมากเพราะว่าแคดเมี่ยมในกระดูก ถูกทำลาย
  • Cr

    โครเมียม Chromium

    โครเมี่ยม (Chromium) สารโครเมี่ยม สามารถนำมาใช้งานด้านอุตสาหกรรมได้อย่างกว้างขวาง โดยนำมาผสมกับโลหะทำ ให้เกิดความแข็งแรงมีความเหนียวทนทานทำให้โลหะไม่เป็นสนิมทนต่อการผุกร่อนโลหะโครเมี่ยมบริสุทธิ์ใช้มากในอุตสาหกรรมชุบ โลหะด้วยไฟฟ้าสารประกอบของโครเมต (Chromate) ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผาอุตสาหกรรมฟอกหนัง การย้อมสีขนสัตว์ จะเห็นได้ว่าประโยชน์ของโครเมี่ยม และสารประกอบของโครเมี่ยมมีประโยชน์มากมาย แต่อันตรายของโครเมี่ยมก็มีอยู่ไม่น้อย เช่น สูดหายใจเอาฝุ่นละอองหรือควันของเกรดโครมิค ก็จะทำให้ระบบทางเดินหายใจส่วนต้นบริเวณจมูก โดยแผ่นกั้นระหว่างจมูกซึ่งเป็น กระดูกอ่อนทำลายและทำให้เป็นมะเร็งที่ปอด นอกจากนั้นการสัมผัสกับฝุ่นละออง หรือสารละลายของกรดโครมิคทำให้ผิวหนังอักเสบ

    อันตรายของโครเมี่ยม

    1. แผลที่เกิดจากโครเมี่ยม (Chrome ulcers) เกิดจากสะสมของฝุ่นละอองของ โครเมี่ยม ซึ่งโดยมากจะเริ่มที่รอยถลอกของ ผิวหนังพบมากที่สุดที่โคนเล็บมือ ตามข้อนิ้วมือหรือหลังเท้ามีลักษณะเป็นแผลวงกลม ขอบค่อนข้างบาง บุ๋มลึกลงไปมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ1 เซนติเมตร หรือเล็กกว่า มองดูคล้ายถูกตะปูเจาะ แม้ว่าแผลนั้นจะไม่เจ็บปวดแต่คันมากในเวลากลางคืน ต่อไปแผลนั้น จะเกิดการติดเชื้อขึ้น ทำให้ลุกลามไปถึงข้อต่อใกล้เคียงอาจต้องตัดนิ้วทิ้งฝุ่นของเกลือโครเมี่ยมหรือควันของกรดโครมิคอาจตกลงบน หนังตาหรือที่ปลายจมูก อาจทำให้เกิดแผลขึ้นได้เช่นเดียวกัน
    2. ผิวหนังอักเสบ (Dermatitis) บริเวณมือ แขน ใบหน้า และหน้าอก ผิวหนัง บริเวณนี้จะเกิดอักเสบขึ้น หลังจากคนงาน ทำงานมาแล้วประมาณ 6 เดือน ในรายที่เป็นมากจะมีสีแดงเข้มและบวมบริเวณที่อักเสบ จะคันมาก มีอาการเจ็บแสบด้วย
    3. ผนังกั้นในจมูกถูกเจาะทะลุ เมื่อสูดหายใจเอาควันของกรด โครมิคหรือฝุ่นของโครเมี่ยมเป็นประจำ อาการที่เกิดขึ้น คือ ลิ้นและฟันจะเปลี่ยนเป็นสีออกเหลืองๆถ้าเป็นมากจะทำให้ผิวหนังกั้นในจมูก ถูกทำลายจนเป็นรูทะลุ ซึ่งการทะลุของแผ่นกั้นจมูกนี้ จะไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด แต่จะรู้ตัวเมื่อมีเสียงอู้อี้หรือดั้งจมูกแบนลงแล้วเท่านั้น
    4. มะเร็งของปอด มักจะเกิดกับคนที่สูดหายใจเอาโครเมี่ยมเข้าไปทุกวันติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เป็นอันตรายแก่ชีวิตเ พราะไม่มียารักษาให้หายได้
  • Pb

    ตะกั่ว Lead

    ตะกั่ว เป็นโลหะสีเทาเงิน หรือแกมน้ำเงินเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ในเปลือกโลกตะกั่วในพื้นดิน อาจเกิดตามธรรมชาติหรืออาจ เกิดจาก ภาวะมลพิษดินที่มีสภาพเป็นกรด จะมีสารตะกั่วน้อยกว่าดินที่เป็นด่าง เนื่องจากอินทรีย์สารในดินอาจทำปฏิกิริยากับสารตะกั่ว ที่มีอยู่ สารตะกั่วที่อยู่ในรูปสารประกอบอนินทรีย์ เช่นไนเตรด คลอเรท และสารประกอบอินทรีย์ซึ่งใช้เป็นสารเติมในน้ำมันเชื้อเพลิง เช่น เบนซิน สารตะกั่วในบรรยากาศมาจากตะกั่วที่ใช้ผสม ในน้ำมันเบนซินเพื่อใช้ในการจุดระเบิดของน้ำมันเมื่อน้ำมันเผาไหม้ในรถยนต์ สารตะกั่วจะออกมากับไอเสีย สารประกอบตะกั่วในน้ำมัน สามารถแพร่กระจายไปได้ไกล หลายกิโลเมตร และอาจทำให้ สิ่งแวดล้อม ในบริเวณที่อยู่ห่างไกลความเจริญเกิดการปนเปื้อนได้ นอกจากนี้ สารตะกั่วสามารถถูกชะล้างออกจากบรรยากาศได้โดยฝน สารตะกั่ว เข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้ด้วยการบริโภคอาหาร น้ำ หรือหายใจ เอาอากาศที่มีสารตะกั่วเจือปนเข้าไป ในบางกรณีร่างกายอาจดูดซึม ตะกั่วอินทรีย์ที่ไม่ใช่สารตะกั่ว ในบรรยากาศเข้าทางผิวหนังได้สารตะกั่วมีพิษมาก โดยเฉพาะในเด็ก ซึ่งอาจมีผลทำให้สมองพิการ ส่วนในผู้ใหญ่อาจมีผลต่อระบบทางเดินอาหารและระบบประสาท สำหรับอันตรายโดยทั่วไปนั้นทำให้เม็ดเลือดแดงอายุสั้นลงทำให้เป็น โรคโลหิตจาง ซึ่งเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์ และเป็นอันตรายต่อระบบประสาท ไต ทางเดินอาหาร

  • F

    ฟลูออรีน Fluorine

    โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยฟลูออรีนปะปนเข้าสู่บรรยากาศนั้นมีโรงงานทำอลูมิเนียม ทำอิฐจากดินชนิดต่าง ๆ ถลุงเหล็ก ทำปุ๋ยเคมี และเคมีภัณฑ์ประเภทฟอสเฟต เป็นต้นจะเห็นได้ว่าสารประกอบฟลูออรีนนั้นได้ใช้กันอย่างแพร่หลาย ดังนั้นโอกาสที่สาร ประกอบฟลูออรีนจะสะสมอยู่ในอากาศจึงมีมากขึ้นด้วย

    อันตรายจากฟลูออรีน

    • อาการแพ้พิษฟลูออรีนชนิดเฉียบพลัน ในกรณีที่ได้รับฟลูออรีนเป็นจำนวนมาก มักจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว อ่อนเพลีย สุขภาพทรุดโทรม ท้องเดิน กล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ยและตายในที่สุด ถ้าทำการวิเคราะห์ส่วนประกอบ ของกระดูก จะพบฟลูออรีนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และถ้าทำการตรวจปัสสาวะ จะพบฟลูออรีนเป็นจำนวนมากเช่นกัน
    • อาการแพ้พิษฟลูออรีนชนิดเรื้อรัง ในกรณีที่ได้รับฟลูออรีนในปริมาณไม่มากนัก ก็จะเกิดการสะสมของฟลูออรีนไว้ในร่างกาย ทีละน้อย จะทำให้เกิดความเสียหายและข้อบกพร่องขึ้นกับระบบโครงกระดูกและฟันสำหรับความผิดปกติของฟันเกิดขึ้นโดยเคลือบฟัน จะมีลักษณะเป็นจุดสีขาวขุ่นๆ ซึ่งเดิมมีลักษณะใส นอกจากนี้ยังทำให้ฟันไม่แข็งแรงเท่าที่ควร ฟันจึงมักชำรุดแตกบิ่นง่ายส่วนในระบบ โครงกระดูกอาการที่พบคือ กระดูกจะเจริญเร็วมาก ซึ่งอาจจะสังเกตได้จากกระดูกขา กราม กระดูกซี่โครง ขากระเผลก เดินลำบาก ซึ่งเป็นผลจากการเจริญมากเกินไปของกระดูกหรือเกิดจากที่หินปูนไปจับกับเอ็นและข้อต่อของขา จึงทำให้ขาแข็ง ซึ่งอาการเหล่านี้ จะเป็นอาการแบบถาวร
  • Mn

    แมงกานีส Manganese

    เนื่องจากโรงงานผลิตถ่านไฟฉายนำแร่มังกานิส มาบดละเอียดเพื่อทำถ่านไฟฉายจนเป็นผงฝุ่นของมังกานิส ฟุ้งกระจายสู่ บรรยากาศ คนงานหรือผู้ใกล้ชิดหายใจเอาฝุ่นแร่มังกานิสเข้าไปจะทำให้เกิดอันตรายได้ โดยมีอาการเดียวกับระบบประสาท โดยไป ทำลายระบบประสาทส่วนกลางได้แก่สมอง เริ่มด้วยมีไข้ ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร ไม่สนใจกับสภาพแวดล้อม ไม่ดีใจ เสียใจพูดจาน้อย ความรู้สึกทางเพศเสื่อม ต่อมาก็เป็นตะคริวบ่อยขึ้น ปวดกล้ามเนื้อบ่อยๆ พูดช้าไม่ชัดเจน เวลาหัวเราะกล้ามเนื้อเกร็งไปทั่วใบหน้า เวลาเดินเริ่มมีอาการกระตุกๆอาการจะรุนแรงมากขึ้นมีการกระตุกมากขึ้น ก้าวขาสั้นๆ เดินหัวซุนไปข้างหน้า หกล้มบ่อย กลืนน้ำลายลำบากและเป็นอัมพาตไปในที่สุด ส่วนที่เกี่ยวกับปอดทำให้ปอดบวม โดยมีอาการเริ่มต้นด้วยเจ็บคอ เป็นไข้ ไอมีเสมหะ แน่นอึดอัดหายใจไม่ออก โรคที่เกิดจากฝุ่นละอองมังกานิส การนำเอาแร่มังกานิส มาบด ป่นหรือแปรสภาพใดๆ เพื่อใช้ในด้าน อุตสาหกรรมนั้นมังกานิส

    อันตรายของแมงกานีส

    เมื่อหายใจเอาฝุ่นละอองของมังกานิสเข้าไป มังกานิสจะแทรกซึมไปตามระบบการไหลเวียนของโลหิต ไปสะสมอยู่ในอวัยวะที่มี ไมโตคอนเดียร (Mitochondria) เช่น ในตับ ตับอ่อน ไต และสมอง อาการ ส่วนใหญ่จะสะสมในร่างกายทำให้เกิดพิษชนิดเรื้อรัง จะปรากฎอาการหลังจากมังกานิสเข้าไปในร่างกายแล้ว 6 เดือน อาการสำคัญๆ มี คือเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ไม่สนใจ ยินดียินร้าย กับสิ่งแวดล้อม ไม่ดีใจไม่โกรธ อาการปรากฎทางประสาท เช่น อยากหัวเราะหรือร้องไห้ก็จะทำและจะทำเป็นพักๆ ทั้งนี้เพราะการ หดเกร็งของกล้ามเนื้อตาแข็ง นอนไม่หลับ ปวดศีรษะบ่อยๆ เป็นตะคริวที่ขา หมดสมรรถภาพทางเพศ พูดจาตะกุกตะกักขาดเป็นห้วงๆ พูดลำบาก เป็นใบ้ เดินงุ่มง่าม เสียการทรงตัว เดินหน้าถอยหลังลำบากเดินคล้ายไก่ มังกานิสทำลายประสาท ทำให้ผนังหลอดเลือด หลอดน้ำเหลืองเสื่อมลง ทั้งนี้เพราะ มังกานิสจะทำลายศูนย์กลางที่บังคับการยืดหดของเลือด อยู่ในสมองสำหรับผู้ที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง ซิฟิลิส มาเลเรีย อาการจะทรุดหนักลงอีก โรคแพ้มังกานิส ปกติไม่ใช่โรคที่ทำให้ถึงตาย แต่เป็นโรคที่สร้างความพิการของร่างกาย อย่างถาวรมาตรฐานของมังกานิส ค่าจำกัดที่ยอมให้มีได้เท่ากับ 5 มิลลิกรัมต่ออากาศ 1 ลูกบาศก์เมตร

  • As

    สารหนู Arsenic

    การสูดเอาฝุ่นละอองของสารหนูชนิดอินทรีย์ หรือก๊าซซึ่งมีส่วนประกอบของสารหนู มีการใช้สารหนูในทางอุตสาหกรรม เกษตรกรรมและการแพทย์ โดยเฉพาะใช้ในด้านเกษตรกรรมเป็นยาฆ่าแมลงและปราบศัตรูพืช โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้สารหนูก็ได้แก่ โรงงานย้อมผ้า โรงงานทำสี ทำดอกไม้เพลิง โรงงานพิมพ์ดอกผ้า โรงงานผลิตแก้ว โรงงงานผสมตะกั่วกับสารหนูเพื่อให้เนื้อตะกั่วแข็งขึ้น โรงงานทำผงซักฟอก ถ้าคนงานสูดหายใจเอาก๊าซซึ่งมีส่วนประกอบของสารหนูเข้าไปจะมีอาการ คือ

    • อาการทางทางเดินหายใจ ทำให้ระคายเคืองต่อเนื้อเยี่อเมื่อสูดหายใจเข้าไปบ่อยๆนานๆ ทำให้เยื่อบุกั้นจมูกทะลุ ติดต่อกันได้ โดยไม่มีอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด น้ำมูกแห้งคอแห้ง เสียงแหบ เกิดมะเร็งที่ปอด
    • อาการทางผิวหนัง ฝุ่นปลิวถูกผิวหนังจะไปรวมอยู่ที่รอยพับที่ชื้นแฉะของผิวหนัง เช่น รอบๆ จมูก รอบๆ ปาก บริเวณรักแร้ และขาหนีบ ทำให้เกิดระคายเคือง อักเสบบวมแดงเป็นตุ่มแข็งใสพองหรือผิวหนังแข็งด้านหรือเป็นหูดซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งที่ผิวหนังได้ -อาการทางตา จะเกิดอาการตาแดง ตาอักเสบ เพราะถูกรบกวนจนกระทั่งเส้นโลหิตฝอยแตก อาการทางระบบประสาท เนื่องจากสารหนูเข้าไปสู่ระบบการไหลเวียนของโลหิต ซึ่งจะมีผลต่อน้ำย่อยที่ช่วยในระบบเผาผลาญของร่างกาย ทำให้การทำงานเสียไป ปลายประสาทอักเสบแขนขาชาและเป็นอัมพาตในที่สุด
    • อาการทางสมอง ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อสมอง กระสับกระส่าย ความจำเสื่อม อาการอื่น ๆ เช่น เกิดอาการทางตับ สารประกอบอนินทรีย์ นี้สามารถที่จะทำลายตับได้ ในรายที่กินสารประกอบของสารหนูเข้าไปเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดการตับแข็ง ตับอักเสบ

หน่วยงานเฝ้าระวัง

  • สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) โทร. 1669
    http://www.niems.go.th/