น้ำท่วม

น้ำท่วมเกิดจากอะไร?

จากฤดูกาลช่วงเดือนพฤษภาคม ฝนจะเริ่มตกไล่จากทางภาคใต้ขึ้นไป เมื่อถึงเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน เมฆฝนจะไล่ขึ้นไปทางภาคเหนือ ในช่วงนี้ปริมาณน้ำฝนจะมากในบริเวณด้านหน้าทิวเขา (ตะวันตกและตะวันออกของประเทศ) และฝนน้อยในบริเวณด้านหลังทิวเขา (ภาคตะวันตกและภาคตะวันออกของประเทศ) เมื่อถึงเดือนมิถุนายนจะเป็นช่วงฝนทิ้ง ฝนจะน้อยเพราะลมมรสุมจะพัดไปประเทศจีน ช่วงเดือน กรกฎาคมฝนจะกลับมาไปทางใต้ของประเทศ ภาคเหนือจะเริ่มหนาว เพราะมีลมมรสุมตะวันออกพัดมาแทน ระหว่างนี้ฝนทางภาคใต้ยัง ตกต่อเนื่องไปจนถึงเดือนธันวาคม

ลักษณะของอุทกภัย

น้ำท่วมฉับพลัน (flash floods)

เกิดจากมีฝนตกหนักนานกว่า 24 ชั่วโมง
ลงบนภูเขา หรือที่ราบสูง เมื่อน้ำฝนไหลลง
สู่ที่ราบลุ่มจะเป็นกระแสน้ำไหลเชี่ยวเรียกว่า
น้ำท่วมฉับพลัน ถ้าน้ำไหลบ่าลงจากปากเรียก
ว่าน้ำป่าไหลหลาก

น้ำท่วมจากฝนตกหนัก (Rainwater floods)

เมื่อฝนตกหนักติดต่อกันจนผิวดินชุ่มไปด้วยน้ำ
และระดับน้ำใต้ดินก็สูงขึ้น จนเกิดน้ำท่วมขัง

น้ำท่วมจากน้ำล้นตลิ่ง (River floods)

เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำขึ้นสูงกว่าตลิ่งจนล้น
เข้าไปท่วมบริเวณที่ลุ่มสองฝั่งของแม่น้ำลำคลอง

น้ำขึ้นน้ำลง (Tidal flooding)

เกิดจากเมื่ออระดับน้ำทะเลสูงขึ้นที่เรียกว่า
น้ำเกิด น้ำทะเลจึงไหลเข้าสู่แม่น้ำลำคลองใน
ขณะที่น้ำขึ้นทำให้ระดับน้ำท่วมจากแม่น้ำ
ล้นตลิ่งเข้าไปท่วมพื้นที่ราบสองฟากฝั่ง

คลื่นพายุซัดฝั่ง (Storm surge floods)

ที่เกิดจากพายุซัดฝั่งได้แก่ คลื่นทะเลที่เกิดขึ้น
เมื่อพายุหมุนเขตร้อน (Tropical Cyclones)
เคลื่อนตัวขึ้นฝั่ง ทำให้เกิดคลื่นจากทะเลขนาดใหญ่
กระทบเข้าสู่ฝั่งเป็นอันตรายแก่ชุมชนที่อยู่ตามชายฝั่ง

พื้นที่ที่เกิดอุทกภัยบ่อย

ที่ราบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เกิดจาก : แม่น้ำมูลกับแม่น้ำชีมาบรรจบกันที่ จังหวัดอุบลราชธานี
แต่ระหว่างนั้นน้ำล้นตลิ่งได้เนื่องจากเส้นทางน้ำคดเคี้ยวทำให้
ระบายออกทางฝั่งแม่น้ำโขงไม่ทัน

ที่ราบในภาคกลาง

เกิดจาก : ระบายน้ำไม่สะดวก, น้ำเหนือจากลำน้ำสาขาไหลลงมามาก
จนมาน้ำเจ้าพระยาไม่สามารถรองรับได้จะทำให้เกิดน้ำท่วม
บริเวณ 2 ฝั่งคลอง และพื้นที่ใกล้เคียงแม่น้ำ

คลื่นพายุซัดฝั่ง (Storm surge floods)

เกิดจาก : ฝนตกหนักจากอิทธิพลลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ
กับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ หรือพายุหมุนเขตุร้อน
ทำให้เกินน้ำท่วมฉับพลัน, น้ำป่าไหลหลาก และ โคลนถล่ม

การเตรียมตัวระหว่างเกิดอุทกภัย

บันทึกเบอร์โทรศัพท์สำหรับกรณี
เหตุการณ์ฉุกเฉินไว้ในที่ที่มองเห็นง่ายๆ

ดูละแวกใกล้เคียงและพื้นที่ที่เราอยู่
ว่าเคยมีน้ำท่วมหรือไม่

ติดตามข่าวสารทางราชการ
ทางวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์

ทำความคุ้นเคยกับระบบเตือนภัย
ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการอพยพ
หรือแจ้งข่าวสาร

จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วม
เช่น ทราย กระสอบใส่ทราย แผ่นพลาสติก
ไม้แผ่นและแสงสว่าง เพื่อใช้ป้องกันบ้านเรือน

เตรียมอพยพสัตว์เลี้ยง
ไปยังสถานที่ปลอดภัย

ตรวจสอบเส้นทาง มีเส้นทางไหนที่จะเกิด
น้ำท่วมขวางเส้นทางบ้างหรือไม่เพื่อหา
เส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดในการขึ้นที่สูงเพื่อลี้ภัย

มีวิทยุที่ใช้แบตเตอรี่ขนาดพกพา
เพื่อใช้รับฟังข่าวสารเมื่อไม่มีไฟฟ้า

พบเห็น งู จระเข้ ควรโทรแจ้ง
กรมประมง 02-5620546

เตรียมเรือเพื่อไว้ขนย้ายสิ่งของ
สัตว์เลี้ยงหรือใช้เป็นยานพาหนะ
เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน

เครื่องอุปโภคบริโภค

เตรียมน้ำดื่ม-น้ำใช้
สารส้ม ผงปูนคลอรีน
พร้อมศึกษาวิธีการทำให้น้ำสะอาด

เตรียมยาที่ใช้บ่อย เวชภัณฑ์ที่จำเป็น
เช่น ยาสามัญประจำบ้าน ยาประจำตัว
ยากันยุงแบบทา น้ำด่างทับทิม
ขี้ผึ้งเบอร์ 28 ไว้ใช้ในกรณีน้ำกัดเท้า

เตรียมเสือ้ผ้าสะอาด
ไฟฉาย ถ่านสำรอง
ผ้าขนหนู

ข้าวสาร อาหารแห้ง หรือ
อาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋องประเภท
ฝาดึงแบบห่วงเปิดสะดวก พอใช้  3-5 วัน

การจัดการดูแลภายในบ้าน

เตรียมตัดตัดวงจรไฟฟ้าภายในบ้าน และภายนอกบ้าน
(ไฟสนาม ไฟบริเวณโรงรถ) ควรแยกคัทเอ้าท์ไฟฟ้าของ
ชั้นบนและชั้นล่างออกจากกัน เมื่อน้ำท่วมบริเวณ
ชั้นล่างไฟฟ้าในชั้นบนยังคงใช้ได้อยู่

เตรียมเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในและ
ภายนอกบ้านที่อยู่ในบริเวณที่คาดว่าน้ำจะท่วมถึงปยังที่สูง

หากน้ำท่วมเป็นประจำ ให้ทำการย้ายปลั๊กไฟ
ขึ้นสูงในระดับ 1-1.20 ม. เพื่อหลีกเลี่ยงไฟฟ้าลัดวงจร

ปิดแก๊สภายในบ้าน

หลังน้ำท่วมต้องทำอะไรบ้าง

  1. ตรวจสอบพื้นบ้าน พื้นไม้ลามิเนต, พรม
    จะเสียหายมากไม่สามารถนำมาใช้ได้อีก
    ส่วนปาเก้แผ่นไม้หากหลุดล่อน ต้องนำไป
    ผึ่งแดดให้แห้งสนิทอย่างน้อย 2-4
    สัปดาห์ก่อนนำมาใช้ใหม่
  2. ตรวจดูว่ามีโคลนหรือน้ำขังอยู่ในหัววาล์ว
    แก๊สหรือไม่ ถอดหัวตาออกมาไล่น้ำออก
    ทำความสะอาดให้เรียบร้อย ก่อนนำมาใช้
    ควรตามช่างมาตรวจเช็คสภาพก่อนเพื่อ
    ความปลอดภัยก่อนใช้งานจริง
  3. เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ที่สัมผัสน้ำหรือแช่น้ำ
    นำมาเช็ดให้แห้ง หากเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็น
    แผงวงจร ควรทิ้งไว้ให้แห้งสนิทอย่างน้อย
    1-2 สัปดาห์ หลังจากนั้นตรวจสอบดูว่า
    ยังใช้การได้หรือไม่
  4. ตู้เย็นจะมีกลิ่นแรงหากไม่ได้เสียบปลั๊กและ
    ปิดทิ้งไว้นาน หากยังใช้ได้ให้นำของในตู้เย็นทิ้ง
    เช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำส้มสายชูผสมน้ำ
    เช็ดทำความสะอาด และนำมาตากแดดก่อน
    นำเอาไปใช้ต่อ
  5. เก็บแยกขยะไปทิ้ง เริ่มทำความสะอาด
    บ้านจากชั้นบนลงมาที่ชั้นล่าง
  6. เฟอนิเจอร์ส่วนใหญ่มักดูดกลิ่นความชื้น
    จากน้ำท่วมขังเอาไว้ ควรนำไปทำความ
    สะอาดตากแดดไว้ หรือหากเสียหายมาก
    ควรจัดการนำเอาไปทิ้ง
  7. ตรวจสอบห้องน้ำและระบบสุขภัณฑ์
    เช็คดูว่ายังใช้การได้อยู่หรือไม่ ทั้งสุขาและ
    ปั๊มน้ำเพื่อวางแผนในการซ่อมแซมต่อไป

หน่วยงานเฝ้าระวัง

ข้อมูลเรื่องน้ำ

  • กรมชลประทาน: เตือนเรื่องน้ำท่า (แม่น้ำ, เขื่อน ฯลฯ) โทร. 1460
    http://www.rid.go.th/
  • กรมอุตุนิยมวิทยา: เตือนเรื่องน้ำฝน (ปริมาณน้ำฝน)
    http://hydromet.tmd.go.th/Monitor/Forecast.aspx